15 August 2008

คำอธิบายและบทวิเคราะห์ผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2551

วันที่ 14 สิงหาคม 2551 เรื่อง คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2551 เรียน กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จุดเด่นของผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2551 - ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วของบริษัทมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่ม 435 ตันต่อวัน - มีการปรับราคาขายบรรจุภัณฑ์แก้วเพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น - บริษัทขยายกิจการขนมขบเคี้ยวในประเทศมาเลเซีย โดยการเข้าซื้อบริษัท เจซี ฟู้ดส์ เอสดีเอบีเอชดี บริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำการเปิดเตาใหม่ที่บางพลี ในวันที่ 23 มิถุนายน 2551 การเปิดเตาใหม่นี้ส่งผล ให้บริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 435 ตันต่อวัน โดยคาดว่าปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างเต็มที่ในไตรมาส 3/51 นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีการปรับราคาขายบรรจุภัณฑ์แก้วกับลูกค้าโดยส่วนใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การปรับราคาขึ้นครั้งนี้ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) โดยเข้าซื้อบริษัท เจซี ฟู้ดส์ เอสดีเอน บีเอชดี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 โดยใช้เงินลงทุนกว่า 180 ล้านบาท บริษัท เจซี ฟู้ดส์ เอสดีเอน บีเอชดี เป็นผู้ผลิตมันฝรั่ง ทอดกรอบและขนมขึ้นรูปในประเทศมาเลเซีย ในปัจจุบัน บริษัทผลิตและจำหน่ายมันฝรั่งทอดกรอบจำหน่าย ทั้งในประเทศมาเลเซีย และส่งออกไปยังประเทศในแถบเอเชียหลายประเทศ อาทิเช่น ประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์และบรูไน การเข้าซื้อกิจการของบริษัท เจซี ฟู้ดส์ เอสดีเอน บีเอชดี ครั้งนี้จะช่วยขยายตลาด และฐานการผลิตสินค้าในกลุ่มขนมขบเคี้ยวของกลุ่มบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ออกสู่ตลาด มาเลเซียและประเทศในแถบภูมิภาคนี้ รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันทั้งด้านการผลิต การจัดหา/ ส่งวัตถุดิบ รวมถึงการพัฒนาสินค้าเพื่อส่งออกอาหารฮาลาลไปยังประเทศมุสลิมซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และ มีอัตราการเติบโตของตลาดสูง สรุปผลประกอบการทางการเงินในไตรมาส 2 ปี 2551 บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) มียอดขายรวมในไตรมาส 2/51 ที่ 5,328.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/50 อยู่ 17.1% แต่ลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/51 ในขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิ ในไตรมาส 2/51 ที่ 406.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/50 และเพิ่มขึ้น 52.4% เมื่อ เทียบกับไตรมาส 1/51 การเติบโตของรายได้ค่อนข้างคงที่เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/51 เนื่องจากยอดขายของกลุ่มสินค้า เทคนิคและอุตสาหกรรมลดลง อย่างไรก็ตามการปรับราคาขายของสินค้าบรรจุภัณฑ์แก้วกับลูกค้า ที่เริ่มมี การทยอยปรับราคาขึ้นมาตั้งแต่ปลายไตรมาส 1/51 ส่งผลให้รายได้โดยรวมของบริษัทค่อนข้างคงที่ ยอดขาย (ล้านบาท) ไตรมาส ไตรมาส % การ ไตรมาส % การ 2/51 2/50 เปลี่ยนแปลง 1/51 เปลี่ยนแปลง กลุ่มบรรจุภัณฑ์ 2,338.0 1,844.3 26.8 2,241.1 4.3 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 1,748.8 1,555.2 12.4 1,812.1 (3.5) กลุ่มเทคนิคและอุตสาหกรรม 1,242.0 1,150.7 7.9 1,365.4 (9.0) รวม 5,328.8 4,550.2 17.1 5,418.6 (1.7) กลุ่มบรรจุภัณฑ์ กลุ่มบรรจุภัณฑ์มียอดขายในไตรมาส 2/51 อยู่ที่ประมาณ 2,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.8% เมื่อ เทียบกับไตรมาส 2/50 และเพิ่มขึ้นประมาณ 4.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/51 ในส่วนของบรรจุภัณฑ์แก้วก็ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 2/51 บริษัทมีปรับราคาขายเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุน วัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วปรับตัวดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/51 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมียอดขายในไตรมาส 2/51 อยู่ที่ประมาณ 1,748.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ประมาณ 12.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/50 แต่ลดลงประมาณ 3.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/51 สาเหตุ ของยอดขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากบริษัทขาดแคลนหัวมันฝรั่งสดซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักใน การผลิตขนมขบเคี้ยว ประกอบการรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์กระดาษชำระลดลงเนื่องจากลูกค้าราย ใหญ่รายหนึ่งชะลอคำสั่งซื้อเนื่องจากลูกค้าประสบปัญหากับระบบสินค้าคงเหลือในช่วงต้นไตรมาส 2/51 อย่างไรก็ตามบริษัทได้มีการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นส่งผลให้รายได้กลับมาสู่ระดับปกติแล้ว ในส่วนของ บริษัท รูเบียอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าตามคำสั่ง (OEM) มีรายได้เติบโตขึ้นอย่างมากเนื่องจาก การรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพิ่มมากขึ้น กลุ่มสินค้าเทคนิคและอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าเทคนิคและอุตสาหกรรมมียอดขายในไตรมาส 2/51 อยู่ที่ประมาณ 1,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/50 แต่ลดลงประมาณ 9.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียว 1/51 เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตสำหรับการผลิตโครงสร้างเหล็กชุบสังกะสีที่ลดลง รายการหลักในงบกำไรขาดทุนประจำไตรมาส 2 ปี 2551 หน่วย : ล้านบาท ไตรมาส ไตรมาส % การ ไตรมาส % การ 2/51 2/50 เปลี่ยนแปลง 1/51 เปลี่ยนแปลง รายได้จากการขาย 5,328.8 4,550.2 17.1 5,418.6 (1.7) ต้นทุนขาย 3,896.9 3,444.1 13.1 4,138.5 (5.8) กำไรขั้นต้น 1,431.9 1,106.1 29.5 1,280.1 11.9 ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือ 21.1 9.7 117.5 25.1 (15.9) รายได้อื่น 76.4 48.8 56.6 96.8 (21.1) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 875.5 769.6 13.8 965.9 (9.4) ดอกเบี้ยจ่าย 52.8 39.4 34.0 49.6 6.5 ภาษีเงินได้ 139.9 77.0 81.7 82.4 69.8 กำไรสุทธิ 406.1 253.9 59.9 266.5 52.4 กำไรต่อหุ้น (บาท) 0.26 0.16 59.9 0.17 52.4 ไตรมาส ไตรมาส % การ ไตรมาส % การ อัตราส่วนการเงินที่สำคัญ (%) 2/51 2/50 เปลี่ยนแปลง 1/51 เปลี่ยนแปลง (ppts) (ppts) อัตรากำไรขั้นต้น 26.87 24.31 2.56 23.62 3.25 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย 16.43 16.91 (0.48) 17.83 (1.40) อัตรากำไรสุทธิ 7.62 5.58 2.04 4.92 2.70 อัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/51 อยู่ที่ 26.9% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/50 ที่ 24.3% และเพิ่มขึ้น จากไตรมาส 1/51 ที่ 23.6% โดยทุกกลุ่มธุรกิจมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของ ปีก่อนและเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ในส่วนของกลุ่มบรรจุภัณฑ์ อัตรากำไรขั้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากการปรับ ราคาขายของบรรจุภัณฑ์แก้วและอัตราการผลิตของเตาหลอมแก้วเพิ่มสูงขึ้นกว่า 26% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/51 ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจขนมขบเคี้ยวและกระดาษชำระก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ในส่วนของ กลุ่มธุ รกิจสิน ค้า เทคนิคอุตสาหกรรม อัตรากำ ไรขั้ น ต้น ปรับ ตัว ดี ขึ้น ในเกือ บทุกบริษัท เนื่อ งจากบริษัท มี สัดส่วนการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรข้นต้นเพิ่มสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายในไตรมาส 2/51 อยู่ที่ 16.4% ลดลงจากไตรมาส 2/50 ที่ 16.9% และลดลงจากไตรมาส 1/51 ที่ 17.8% อัตราส่วนค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก ตามปกติไตรมาส 1 จะเป็นช่วงเวลาที่ค่าใช้จ่ายในการขายจะสูงกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ ในขณะที่ยอดขายที่ เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/50 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลง กำไรสุทธิ กำไรสุทธิที่เติบโตมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับทั้งไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วและไตรมาส 1/51 เป็นผลมาจากทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้นในทุกกลุ่มบริษัท ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและ บริหารต่อยอดขายที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 7.6% ในไตรมาส 2/51 เมื่อเทียบกับอัตรา กำไรสุทธิ 5.6%ในไตรมาส 2/50 และอัตรากำไรสุทธิ 4.9% ในไตรมาส 1/51 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อัตราส่วนหนี้สิน 2549 2550 ไตรมาส ไตรมาส 1/2551 2/2551 อัตราส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.36 0.49 0.55 0.56 อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.96 0.99 1.10 1.10 ฐานะทางการเงินของบริษัทยังมีความมั่นคง ดังจะเห็นได้จากอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อ ส่วนของผู้ถือหุ้นที่อยู่ในระดับเพียงแค่ 0.56 เท่าหลังจากที่บริษัทมีการออกจำหน่ายหุ้นกู้มูลค่า 3,030 ล้าน บาท โดยระดับอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำกว่าระดับที่บริษัทกำหนดไว้ในการออก หุ้ น กู้ ที่ 1.75 เท่าประกอบกับแนวโน้มผลประกอบการที่ยังมีความมั่นคงบริษัท ทริส เรตติ้ง จึงยังคง อันดับเรทติ้ง A+ ให้กับบริษัท เงินปันผลระหว่างกาลประจำปี 2551 คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.15 บาท โดยกำหนดวันปิดสมุด ทะเบียนผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2551 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 กันยายน 2551 จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอแสดงความนับถือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ธีรศักดิ์ นาทีกาญจนลาภ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการ กรรมการ