ข่าวแจ้งตลาดหลักทรัพย์
29 กุมภาพันธ์ 2543
ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่สี่ของปี 2542
เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสสี่
มีกำไรสุทธิ 170 ล้านบาท - กำไรสุทธิสำหรับปี 2542 เพิ่มขึ้นร้อยละ 67
เป็น 693 ล้านบาท
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ได้แถลงในวันนี้ว่า กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิจากผล
การดำเนินงานไตรมาสสี่ของปี 2542 เป็นเงิน 170.2 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสสี่ของปี 2541 ร้อยละ
13 กำไรสุทธิสำหรับปี 2542 เป็นเงิน 693.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 เปรียบเทียบกับปี 2541
รายได้จากการขายของกลุ่มสำหรับไตรมาสสี่ของปี 2542 เป็นเงิน 2,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 14 เปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปี 2541 รายได้จากการขายของกลุ่มทั้งปีเป็นเงิน
11,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เปรียบเทียบกับปี 2541
นายเดวิด จอห์น นิโคล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานกรรมการบริหาร กล่าวถึงผลการ
ดำเนินงานไตรมาสที่ 4 ของปี 2542 ดังนี้
"เมื่อข้าพเจ้านำเสนอผลการดำเนินงานทุกสิ้นไตรมาสมักจะได้รับคำถามจากกลุ่มผู้ลงทุน ผู้
ถือหุ้นและนักวิเคราะห์การเงินเสมอดังต่อไปนี้
ยอดขายของธุรกิจหลักของไตรมาสนั้น?
ยอดขายของกลุ่มเป็นเงิน 2,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ในไตรมาสสี่ เปรียบเทียบกับปี
2541 ธุรกิจของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เป็นเงิน 871 ล้านบาท ส่วนที่
เพิ่มขึ้นมากได้แก่กระดาษอนามัยเนื่องจากการเปิดตลาดด้วยสินค้าใหม่และกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น
ยอดขายของกลุ่มบรรจุภัณฑ์เป็นเงิน 1,076 ล้านบาท สูงกว่าปี 2541 ร้อยละ 12 ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจาก
ยอดขายของบริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย ในขวดเบียร์และบรรจุภัณฑ์อาหาร ยอดขายของ
กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านเทคนิคเติบโตขึ้นร้อยละ 5 เป็นเงิน 839 ล้านบาท สินค้าที่เด่นคือเวชภัณฑ์และเสื้อ
คลุมที่ใช้ในทางการแพทย์ชนิดใช้ครั้งเดียว ยอดขายของฝ่ายวิศวกรรมหดตัวลงร้อยละ 13 เป็นเงิน
111 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงธุรกิจในด้านนี้ซบเซาลง
กำไรเบื้องต้นของไตรมาสนั้น?
กำไรเบื้องต้นของกลุ่มสำหรับไตรมาสสี่ของปี 2542 คิดเป็นร้อยละ 26.2 ลดลงเล็กน้อยจาก
ปี 2541 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 26.7 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบของธุรกิจบางส่วนสูงขึ้น ขณะที่ความมีเสถียร
ภาพของค่าเงินบาทมีส่วนสำคัญในการรักษากำไรให้คงไว้
เหตุใดกำไรสุทธิของไตรมาสจึงลดลงขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น?
กำไรสุทธิของไตรมาสสี่ของปี 2541 ได้รวมผลกำไรจากการขายเงินลงทุนสุทธิจากภาษีเงิน
ได้จำนวน 57.4 ล้านบาท ในบริษัทร่วมทุนคือบริษัท ซีเมนส์ เอจี. หากไม่รวมรายการนี้กำไรสุทธิจะ
เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 แสดงถึงการเพิ่มขึ้นของยอดขายและการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ได้ผล
งบดุลมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่สำคัญหรือไม่?
เงินทุนหมุนเวียนของกลุ่มได้เพิ่มขึ้นประมาณ 400 ล้านบาท เป็นเงิน 3.8 พันล้านบาท ส่วน
ใหญ่ที่เพิ่มขึ้นมาจากเงินสดในมือและซึ่งคงเหลืออยู่เท่ากับ 1.9 พันล้านบาท เนื่องจากกลุ่มยังไม่
สามารถเสาะหากิจการใดที่เหมาะสมในการลงทุน เงินสดส่วนนี้จะใช้ในการจ่ายหนี้เงินกู้ระยะยาว
ในไตรมาสสองของปี 2543 ซึ่งทำให้กลุ่มอยู่ในภาวะปลอดหนี้ การลงทุนของกลุ่มในสินทรัพย์
โรงงานและเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ลดลงเปรียบเทียบกับปี 2541 ขณะที่การขยายและซ่อมบำรุงเตา
หลอมของบริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย ชะลอไปจนถึงต้นปี 2543 เพื่อบริการให้แก่ลูกค้า
สำคัญอย่างเต็มที่จะส่งผลกำไรและลดค่าใช้จ่ายการลงทุนในปี 2542 แต่จะมีผลในทางตรงกันข้ามใน
ปี 2543"
นายเดวิด จอห์น นิโคล ได้ให้ทัศนะถึงผลการดำเนินงานทั้งปีของปี 2542 ดังนี้
"เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ประสบผลสำเร็จอีกปีหนึ่งในการเพิ่มรายได้และผลกำไร รายได้จากการ
ขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เป็นเงิน 11,132 บาท กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 เป็นเงิน 693 ล้านบาท กำไร
ต่อหุ้นหลังจากการเพิ่มทุนในเดือนมิถุนายน 2541 ในอัตรา 7 หุ้นเดิมต่อ 4 หุ้นใหม่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14
เป็นเงิน 4.36 บาท
ยอดขายของกลุ่มบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เป็นเงิน 4,222 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากยอด
ขายที่เพิ่มขึ้นมากจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ของบริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย ในด้านขวด
เบียร์และสุรา กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เป็นเงิน 3,160 ล้านบาท โดย
กระดาษอนามัยและเครื่องใช้ส่วนตัวมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น รวมทั้งยอดขายของขนมขบเคี้ยวก็เพิ่ม
ขึ้นเช่นกัน ยอดขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านเทคนิคเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เป็นเงิน 3,326 ล้านบาท เนื่อง
จากได้มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และรายได้ของเวชภัณฑ์ทั่วไปมีผลกระทบต่อยอดขายของเสื้อคลุม
ใช้ในทางการแพทย์ชนิดใช้ครั้งเดียว ทั้งนี้มีผลมาจากการขายบริษัท โปลิฟาร์ม ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต
ยาในไตรมาสสองของปี 2542 ยอดขายของฝ่ายวิศวกรรมลดลงร้อยละ 31 เป็นเงิน 397 ล้านบาท
เนื่องจากประสบกับภาวะหดตัวทางธุรกิจ
กำไรเบื้องต้นของกลุ่มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 ในปี 2541 เป็นร้อยละ 28 ในปี 2542 มาจาก
ความต้องการสินค้าของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรจุภัณฑ์แก้ว ประกอบกับ
เศรษฐกิจของไทยเริ่มฟื้นตัว ความมีเสถียรภาพของค่าเงินบาทซึ่งทำให้ราคาวัตถุดิบคงตัวและบรรเทา
ความผันผวนของราคาเป็นอย่างมาก
กำไรสุทธิของกลุ่มเป็นเงิน 693 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากจากปี 2541 กำไรของปีก่อนได้รวม
กำไรสุทธิหลังภาษีเนื่องจากการขายเงินลงทุนเป็นจำนวนเงิน 57.4 ล้านบาท และรายได้ทางการเงิน
อื่นก่อนภาษีจำนวน 99.5 ล้านบาท และรวมผลกระทบจากรายการพิเศษจำนวนเงิน 92.6 ล้านบาท
อันเนื่องมาจากการหยุดพักการลงทุนในโรงงานแก้วในประเทศเวียดนาม"
นายเดวิด จอห์น นิโคล ได้กล่าวถึงการคาดหมายสำหรับอนาคตดังนี้
"ข้าพเจ้ามีความมั่นใจว่าประเทศไทยจะพ้นจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นในปี 2540 และ
เชื่อว่าผลกำไรของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวโดยเฉพาะในภาค
ธุรกิจที่บริษัทประกอบการ เช่นเดียวกับความสำเร็จของสินค้าที่เป็นตราของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ อาทิ
กระดาษอนามัยและเครื่องใช้ส่วนตัว แต่ปริมาณการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วในปี 2543 จะไม่เท่ากับ
ปี 2542 เนื่องจากการปิดเตาหลอมเพื่อขยายและซ่อมบำรุงในปี 2543 ประกอบกับลูกค้าหลักหลาย
รายมีแผนการใช้ขวดเบียร์เก่าเพิ่มขึ้น การปรับโครงสร้างองค์กรที่ได้ทำไปแล้วในธุรกิจหลักจะเริ่ม
ส่งผล และข้าพเจ้าคาดหวังถึงการเพิ่มผลกำไรหลังจากปี 2543
วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543
ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
เดวิด จอห์น นิโคล แบลร์ ซินทัน
กรรมการผู้จัดการใหญ่และ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และ
ประธานกรรมการบริหาร หัวหน้าบริหารด้านการเงิน
โทรศัพท์: 367-1024 โทรศัพท์: 367-1026
E-mail: davidnicol@berlijucker.co.th E-mail: blair@berlijucker.co.th



