12 พฤศจิกายน 2550

) ความเห็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเกี่ยวกับการเข้าลงทุนใน TBC

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (%) * 8.38 6.38 5.67 5.98 อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ถาวร (%) * 21.81 19.66 18.36 19.79 อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ (เท่า) * 111.96 104.05 102.78 101.81 อัตราส่วนวิเคราะห์นโยบายทางการเงิน (Financial Policy Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า) 0.73 0.77 0.74 0.80 อัตราส่วนความสามารถชำระดอกเบี้ย (เท่า) 19.45 10.52 6.64 7.52 อัตราการจ่ายเงินปันผล (%) 53.13 57.47 54.29 0.00 *ปรับเป็นฐานเต็มปี หน้า 18 จาก 50 ฐานะทางการเงิน สินทรัพย์ สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2550 เท่ากับ 16,340.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,034.53 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 หรือมีอัตราการเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 6.76 โดยบริษัทฯ มีสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 587.18 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 10.11 และ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 447.35 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 4.71 จากปี 2549 ปัจจัยที่ส่งผลให้สินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 นั้นเนื่องจาก การที่บริษัทฯ มีเงินสดและเงินฝากธนาคารเพิ่มมากขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 154.69 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีสินค้าคงเหลือที่เพี่มอีก จำนวน 477.21 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ในส่วนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนนั้น บริษัทฯ ได้มีการลงทุนใน ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพิ่มเติมในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 โดยที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ สุทธินั้นเพิ่มขึ้น 458.08 ล้านบาท จากปี 2549 หนี้สิน ถึงแม้ว่า บริษัทฯมีปริมาณหนี้สินไม่หมุนเวียนที่ลดลงจำนวน 325.98 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็นร้อย ละ 17.27 แต่ปริมาณหนี้สินหมุนเวียนกลับมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่า โดยเพิ่มขึ้น 1,045.01 ล้านบาท หรือคิด เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.53 ทำให้หนี้สินรวมของบริษัท ณ สิ้นสุดไตรมาส 2 ปี 2550 เท่ากับ 7,245.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 719.02 ล้านบาท จากปี 2549 หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.02 สาเหตุที่หนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ปี 2550 นั้น เนื่องจากบริษัทฯ มี การกู้ยืมเงินระยะสั้นจากสถาบันการเงินมากขึ้น โดยเงินเบิกเกินบัญชีธนาคารและเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้น 409.32 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ นำเงินไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานสำหรับบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เซลล็อกซ์ จำกัด และบริษัท อุตสาหกรรมเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน) อีกทั้งบริษัทฯ มี เจ้าหนี้การค้าและตั๋วเงินจ่ายเพิ่มขึ้น 312.28 ล้านบาท จากปี 2549 ในส่วนของหนี้สินไม่หมุนเวียนนั้น เงินกู้ยืม ระยะยาวของบริษัทฯ ลดลง 337.50 ล้านบาท จากการจ่ายชำระคืนตามสัญญา โดยมีงวดชำระคืนเงินกู้ยืมทุก 3 เดือน ส่วนของผู้ถือหุ้น ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ ไตรมาส 2 ปี 2550 มีมูลค่าทั้งหมด 9,095.04 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 3.59 ถึงแม้ว่าบริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานในปี 2549 ในอัตราหุ้นละ 3 บาท เป็น จำนวนทั้งหมด 476.43 ล้านบาท และการปรับมูลค่าของเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง จำนวน 9.31 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ส่วนของผู้ถือหุ้นนั้น ยังคงเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 จำนวน 488.68 ล้านบาท หน้า 19 จาก 50 ผลการดำเนินงาน รายได้ ในปี 2549 บริษัทมีรายได้จากการขาย 15,172.62 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2548 ทั้งหมด 239.98 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเพิ่มร้อยละ 1.60 ทั้งนี้รายได้ที่เพิ่มมีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจบริการ จัดส่งและคลังสินค้า เนื่องจากบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ จำกัด ขยายฐานลูกค้าใหม่ๆที่ใช้บริการด้าน บริการคลังสินค้าและพิธีศุลกากร และธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้รายได้ที่ไม่ได้มาจากการขายในปี 2549 นั้น เพิ่มขึ้น 161.56 ล้านบาท เนื่อ งจากบริษัท ฯ มีกำ ไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษั ท ประปา ปทุมธานี จำกัด และบริษัท ประปาปทุมธานี โอเปอร์เรชั่น จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจการผลิตน้ำประปา และการ โอนสิทธิเรียกร้องในภาระหนี้ของเงินกู้ยืมแก่บริษัท ประปาปทุมธานี จำกัดให้บริษัทภายนอกกลุ่มเป็นจำนวน 189.49 ล้านบาทในไตรมาสที่สองของปี 2549 รายได้ จากการขายและการให้ บ ริการของบริษัท ฯและบริษัท ย่ อย สำหรับงวด 6 เดือ นสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2550 เท่ากับ 7,952.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 468.83 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อย ละ 6.26 โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากกลุ่มสินค้าด้านเทคนิคและอุตสาหกรรม อันเป็นผลมาจากการ พัฒนาสินค้าใหม่และช่องทางการตลาดเพื่อจัดจำหน่ายมากขึ้น และธุรกิจบรรจุภัณฑ์โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้น ของยอดขายคิดเป็นร้อยละ 10.37 และ 6.48 ตามลำดับ สำหรับรายได้อื่นในงวด 6 เดือนปี 2550 จำนวน 83.15 ซึ่งใกล้เคียงกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่ประกอบด้วย รายได้จากค่าเช่าและบริการอาคาร สำนักงาน ต้นทุนขายและค่าใช้จ่าย ต้นทุนขายและค่ ใช้จ่ายของบริษัทฯมีแนวโน้มที่เพิ่ม ตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในปี 2549 นั้น บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 14,195.98 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 3.88 ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบของ น้ำมันเชื้อเพลิง และราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ต้นทุนขาย และต้นทุนการให้บริการสูงขึ้น โดยต้นทุนขาย และต้นทุนการให้บริการในปี 2549 เท่ากับ 11,344.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 288.25 ล้านบาทจากปี 2548 นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร มีอัตราที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นจาก 2,608.56 ล้านบาท ปี 2548 เป็น 2,851.19 ในปี 2549 หรือคิดเป็นจำนวน 242.63 ล้านบาท ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายของบริษัทฯและบริษัทย่อย สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2550 เท่ากับ 7,328.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 278.82 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.96 โดยมีสาเหตุหลักสรุปได้ดังนี้ ด้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการเท่ากับ 5,843.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 258.92 ล้านบาท คิดเป็นร้อย ละ 4.64 ตามการเพิ่มขึ้นของยอดขาย อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบสัดส่วนร้อยละของต้นทุนขายต่อรายได้ จากการขายและการให้บริการในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 เท่ากับร้อยละ 73.49 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 74.63 เนื่องจากมีการลดลงของราคาวัตถุดิบ และการบริหารลดค่าเชื้อเพลิงในการผลิต โดยการเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติแทนการใช้น้ำมัน ประกอบกับประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ของ บริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเท่ากับ 1,484.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงวดเดียวกันของปี 2549 จำนวน 19.89 ล้านบาท หรือขึ้นเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.36 หน้า 20 จาก 50 กำไรสุทธิ อัตราส่วนกำไรขั้นต้น อัตราส่วนกำไรสุทธิ และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น มีอัตราส่วนที่ลดลงตลอด ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และวัตถุดิบ ซึ่งมีอัตราสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ภาวการณ์แข่งขันในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทฯ นั้นมี การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 488.69 ล้าน บาท เพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 24.36 ล้านบาท หรือขึ้นเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.25 โดยมีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 3.09 บาทเทียบกับ 2.96 บาทในปี 2549 วิเคราะห์งบกระแสเงินสด BJC มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2549 เท่ากับ 1,482.22 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากปี 2548 เท่ากับ 166.19 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากกำไรสุทธิในปี 2549 ลดลงจากปีก่อนถึง 88.48 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ในส่วนของกระแสเงินสดจากการลงทุนนั้น BJC มีค่าใช้จ่ายลงทุนในสินทรัพย์ระหว่างก่อสร้างเครื่องจักร และอื่นๆ รวม 714.80 ล้านบาท และมีเงินสดรับจากการจำหน่ายเงิ นลงทุน จากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนใน บริษัท ประปาปทุมธานี จำกัด และ บริษัท ประปาปทุมธานี โอเปอร์เรชั่น จำกัด จำนวน 189.92 ล้านบาท ในปี 2549 มีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 894.49 ล้านบาท โดยเป็นการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้ น และระยะยาวจากสถาบันการเงินเป็นจำนวน 106.50 ล้านบาท และ 675.10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการจ่ายเงินปันผล 549.44 ล้านบาท และชำระดอกเบี้ย 158.97 ล้านบาท ทั้งนี้ BJC ได้มีกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันเพิ่มขึ้น 600.00 ล้านบาท สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2550 BJC มีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่ากับ 1,125.42 ล้านบาท เนื่องจากกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 488.69 ล้านบาท ทั้งนี้เพราะการบริหารลดค่าเชื้อเพลิงในการผลิตโดยการ เปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติ แทนการใช้น้ำมัน ประกอบกับประสิทธิภาพกรผลิตที่เพิ่มขึ้นของบริษัท อุตสาหกรรมเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน) ในส่วนของกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน BJC มีการใช้ไป 765.53 ล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งสิ้นเป็นค่าใช้จ่ายลงทุน ในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ สำหรับในช่วง 6 เดือนแรกที่ ผ่านมา BJC มีกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน 206.02 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการชำระเงินกู้ยืมระยะยาว 362.54 ล้านบาท การจ่ายเงินปันผล 238.20 ล้านบาท และการชำระดอกเบี้ยจ่าย 85.73 ล้านบาท โดย BJC กู้ยืม เงินระยะสั้นจากสถาบันการเงินจำนวน 408.50 ล้านบาท หน้า 21 จาก 50 บริษัท ไทย เบเวอร์เรจแคน จำกัด บริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัด ("TBC") ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2539 ด้วยการร่วมทุน ระหว่างบริษัท บอลล์ เซ้าท์อีสท์ เอเชีย โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท แสตนดาร์ด แคน จำกัด ซึ่งครอบครัวชยาวิวัฒน์กุล เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ต่อมา ครอบครัวชยาวิวัฒน์กุลได้เข้ามาถือหุ้นใน TBC แทนบริษัท แสตนดาร์ด แคน จำกัด และ บอลล์ เซ้าท์อีสท์ เอเชีย โฮลดิ้งได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นลง โดยมีบริษัท วัฒนพัฒน์เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ทีซีซีโฮลดิ้ง เข้าถือหุ้นร้อยละ 50 ในปี 2545 TBC เป็นผู้ผลิตกระป๋องและฝากระป๋องอลูมิเนียม รวมทั้งการพิมพ์ลายทั้งบนตัวกระป๋องและฝา กระป๋อง (Coating) โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตของบริษัท บอลล์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศ สหรัฐอเมริกา ผลิตภัณฑ์ของ TBC นั้นจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนออกและ ชำระแล้วทั้งสิ้นประกอบด้วยหุ้นสามัญคิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านบาท จำนวน 100 ล้านหุ้น ณ มูลค่าที่ตราไว้หุ้น ละ 10 บาท ปัจจุบันบริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัดผลิตสินค้าและจำหน่ายสินค้าให้แก่คู่ค้าต่างๆโดยจำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลูกค้าภายในประเทศ และต่างประเทศ โดยสัดส่วนรายได้จากการขายในและต่างประเทศ สำหรับปี 2549 และ 2550 เท่ากับ ร้อยละ 70 และ30 โดยประมาณ 1. กลุ่มลูกค้าหลักภายในประเทศ บริษัท ประเภท บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) น้ำอัดลม บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด น้ำอัดลม บริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่ (1991) จำกัด เบียร์ บริษัท เบียร์ไทย (1991) จำกัด เบียร์ บริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด เบียร์ Thai Asia Pacific Brewery Co., Ltd. เบียร์ San Miguel Beer (Thailand) Co., Ltd. เบียร์ 2. กลุ่มลูกค้าหลักในต่างประเทศ บริษัท ประเทศ F&N CC Beverage Sdn. Bhd. มาเลเซีย Cambrew Ltd. กัมพูชา Angkor Beverage Co., Ltd. กัมพูชา United Breweries Ltd. อินเดีย หน้า 22 จาก 50 กำลังการผลิต และโครงการขยายกำลังการผลิตในอนาคต ปัจจุบันเครื่องจักรที่ใช้ในโรงงานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทได้แก่ เครื่องจักรส่ ว น สายการผลิตกระป๋อง (Can Line) และเครื่องจักรส่วนสายการผลิตฝากระป๋อง (End Line) โดยกำลังการผลิต กระป๋องสูงสุดนั้นอยู่ที่ 900 ล้านกระป๋องต่อปี และในส่วนของสายการผลิตฝากระป๋องนั้น อัตรากำลังผลิต สูงสุดอยู่ที่ 1,585 ฝาต่อปี ในปี 2550 สายการผลิตกระป๋องที่ 2 จะแล้วเสร็จและสามารถเริ่มการผลิตได้ทันทีในปี 2551 โดยการ ติดตั้งเครื่องจักรใหม่เพิ่มเติมนั้นจะช่วยในการขยายกำลังการผลิตในขั้นตอนการผลิตที่เป็นคอขวด นอกจากนี้ เครื่องจักรใหม่ยังสามารถผลิตกระป๋องในรูปแบบที่หลากหลายจากเดิมมากขึ้น ซึ่งหลังจากการติดตั้งเสร็จสิ้น กำลังการผลิตกระป๋องจะเพิ่มเป็น 1,200 ล้านกระป๋องต่อปี โดยงบประมาณการลงทุนในสายการผลิตกระป๋อง ที่ 2 นั้นมีมูลค่า 720 ล้านบาท และในปี 2554 นั้น TBC ยังมีแผนขยายกำลังการผลิตกระป๋องให้เพิ่มขึ้นอีกราว 200 ล้านกระป๋องต่อปี ซึ่งจะแล้วเสร็จ ในปี 2555 ทำให้กำลังการผลิตกระป๋องสูงสุดเพิ่มเป็น 1,400 ล้าน กระป๋องต่อปี และงบประมาณในการขยายสายการผลิตเพิ่มเติมคาดว่าจะมีมูลค่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รายชื่อผู้ถือหุ้น รายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัด ณ เดือน วันที่ 26 กันยายน 2550 ผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น (ล้านหุ้น) ร้อยละ กลุ่ม บอลล์ คอร์เปอร์เรชั่น บริษัท บอลล์ เซ้าท์อีสท์ เอเชีย โฮลดิ้ง จำกัด 6.67 6.67 กลุ่มพลตำรวจเอกเภา สารสิน พลตำรวจเอกเภา สารสิน 1.33 1.33 กลุ่มครอบครัวชยาวิวัฒน์กุล นาย มนตรี ชยาวิวัฒน์กุล 12.00 12.00 นาย สาธิต ชยาวิวัฒน์กุล 10.00 10.00 นาย สาโรช ชยาวิวัฒน์กุล 10.00 10.00 นาย สาคร ชยาวิวัฒน์กุล 5.00 5.00 นาง เสาวลักษณ์ ชยาวิวัฒน์กุล 5.00 5.00 กลุ่มบริษัทในเครือ บริษัท ทีซีซี โฮลดิ้ง บริษัท ทรงวาดริเวอร์ไซด์ จำกัด 26.00 26.00 บริษัท สวนอุตสาหกรรม ที.ซี.ซี. จำกัด 11.50 11.50 บริษัท สุรเศรษฐ์ จำกัด 7.70 7.70 บริษัท เจริญวรรณศิลป์ จำกัด 4.80 4.80 รวม 100.00 100.00 โดยผู้ถือหุ้นกลุ่ม บอลล์ คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิต และ ผู้ถือหุ้นกลุ่ม ตระกูล ชยาวิวัฒน์กุล เป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารที่สำคัญ (Key man) สำหรับผู้ถือหุ้นกลุ่มบริษัทในเครือ ทีซีซี โฮลดิ้ง เป็นผู้ถือหุ้นในลักษณะของ Strategic Partner หน้า 23 จาก 50 ภาวะอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยนั้นมีวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตที่แตกต่าง กันออกไป เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก, แก้ว, กระดาษ และโลหะ ซึ่งบรรจุภัณฑ์โลหะเป็นอีกประเภท หนึ่งที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น และแข่งขันโดยตรงกับผลิตภัณฑ์ประเภทพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรจุ ภัณฑ์ในรูปกระป๋องที่ผลิตจากเหล็กและอลูมิเนียม ซึ่งข้อได้เปรียบของกระป๋องอลูมิเนียมที่มีต่อกระป๋องเหล็ก หรือบรรจุภัณฑ์อื่นๆคือ น้ำหนักเบา ไม่เป็นสนิม การขนส่งสามารถทำได้ง่ายกว่า และรักษารสชาติได้ดีกว่า อุตสาหกรรมกระป๋องอลูมิเนียมในประเทศไทยนั้นประกอบด้วยผู้ผลิตรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ได้แก่ บริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 1 ในประเทศไทย บริษัทไทย เบเวอร์ เรจ แคน จำกัด ซึ่งเป็นอันดับ 2 และบริษัท คราวน์ เบ็บแคน แอนด์ โคลสเซอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่ง บริ ษั ท คู่ ค้าส่ วนใหญ่ของอุตสาหกรรมนี้จะเป็นผู้ผลิต เครื่องดื่ม รายใหญ่ เช่ น เบีย ร์ และน้ำอัดลม เป็ นต้น เนื่องจากกระป๋องอลูมิเนียมมีความทนทานต่อกรดและความดันสูง อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมกระป๋อง อลูมิเนียมในประเทศนั้นจึงขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมของบริษัทคู่ค้าดังกล่าว ฝ่ายวิจัยธุรกิจ บมจ.ธนาคารกรุงไทยซึ่งได้ประมาณการอัตราเติบโตของปริมาณการผลิตเบียร์ไว้ที่ ร้อยละ 4.40 ในปี 2550 และจากข้อมูลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า การปรับอัตราการคิดคำนวณภาษี เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมามีผลให้ภาษีของสุรากลั่นนั้นเพิ่มขึ้น 9- 12 บาทต่อขวด ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับประโยชน์ครั้งนี้ คือ เบียร์ ไวน์ สาโท กระแช่ สปาย เนื่องจาก ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้มีการพิจารณาว่าจะปรับ ขึ้นภาษีเบียร์ด้วย แต่พบว่าขณะนี้เบียร์ ซึ่งจัดเก็บภาษีตามมูลค่าเมื่อแปรมาเป็นการจัดเก็บตามปริมาณจ่ายภาษี สูงกว่าเหล้ากลั่นอยู่กว่า 320 บาทต่อลิตร อีกทั้งดีกรีเบียร์ก็ต่ำกว่าเหล้ากลั่นหรือเหล้าขาวอยู่แล้ว จึงไม่มีการ ปรับขึ้นภาษีในครั้งนี้ ซึ่งอาจมีผลต่อพฤติกรรมการดื่มของประชาชนบ้าง โดยผู้บริโภคอาจหันมาดื่มเบียร์ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ของเบียร์นั้นเพิ่มขึ้นจากเดิม ภาวะอุตสาหกรรมของน้ำอัดลมนั้น แม้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากระแสรักสุขภาพในสังคมไทยนั้นมี มากขึ้น ทำให้ตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เช่น ชาเขียวและน้ำผลไม้ได้ครองส่วนแบ่งการตลาดของน้ำอัดลมไป บ้างอย่างไรก็ดีในปี 2550 ตลาดน้ำอัดลมคาดการว่าจะมีอัตราเติบโตที่เพิ่มขึ้นจากในช่วงที่ผ่านมา โดยฝ่ายวิจัย ธุรกิจ บมจ.ธนาคารกรุงไทยระบุว่า อัตราเติบโตของอุตสาหกรรมน้ำอัดลมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้นลดลงอย่าง ต่อเนื่อง โดยในปี 2549 และ ปี 2548 นั้น ปริมาณการผลิตลดลงร้อยละ 2.70 และ 24.80 ตามลำดับ อย่างไรดี ใน ปี 2550 แนวโน้มปริมาณการผลิตน้ำอัดลมนั้นคาดว่าจะมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.60 ซึ่งจะทำให้ความต้องการ การบรรจุภัณฑ์ของน้ำอัดลมนั้นมีอัตราส่วนที่นั้นเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในส่วนของภาคการส่งออกนั้น บริษัทคู่ค้าหลักส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน และอินเดีย จากข้อมูล CIA World Factbook1 พบว่า ประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีอัตราเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นนั้นได้แก่ มาเลเซีย ซึ่ง GDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.20 ในปี 2549 เป็นร้อยละ 5.90 ในปี 2550 และ ลาว ซึ่ง GDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.30 ในปี 2549 เป็นร้อยละ 7.40 ในปี 2550 สำหรับประเทศที่มีอัตราเติบโต ของ GDP ที่ลดลงได้แก่ กัมพูชา และเวียดนาม โดยเฉพาะกัมพูชานั้น GDP ลดลงจากร้อยละ 13.40 ในปี 2549 เหลือเพียงร้อยละ 7.20 ในปี 2550 สำหรับเวียดนามนั้น GDP ลดลงจากร้อยละ 8.50 ในปี 2549 เป็นร้อยละ 8.20 1 ที่มา www.cia.gov หน้า 24 จาก 50 ในปี 2550 อย่างไรก็ตาม ประเทศคู่ค้านอกภูมิภาคอาเซียนได้แก่ อินเดีย นั้น มีอัตราเติบโตของ GDP ที่เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 8.40 ในปี 2549 เป็นร้อยละ 9.20 ในปี 2550 ปัจจัยที่ส่งผลเชิงลบต่ออุตสาหกรรมกระป๋องอลูมิเนียมมีด้วยกันหลายประการ กล่าวคือ ประเทศไทย ไม่มีการผลิตขั้นต้น เช่นการถลุงแร่เพื่อจะได้อลูมิเนียมปฐมภูมิ (Primary Aluminum) เพื่อนำไปรีดเป็นโลหะ เป็นแผ่นฟอยล์ การขึ้นรูป การดึงลวด การหล่อ ดังนั้นวัตถุดิบจึงจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่าราคาอลูมิเนียมในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุส่วน หนึ่งมาจากความต้อ งการที่เพิ่ม สูงขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศจีน โดยมี สัดส่วนถึงร้อยละ 20 ของความ ต้องการทั่วโลก อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ราคาอลูมิเนียมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องคือการสะสมสต็อกสินค้า ล่วงหน้าและการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าของกลุ่มกองทุน โดยการที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง กองทุน เก็งกำไรจึงได้หันเข้ามาหาโอกาสทำกำไรโดยการเข้าซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้า ซึ่งราคาที่สูงขึ้น รวดเร็วอย่างผิดปกติย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตาราง: ความต้องการอลูมิเนียมในตลาดโลก (ล้านตัน) ประเทศ 2547 2548 2549 (E) จีน 6.20 7.20 8.10 สหรัฐอเมริกา 6.60 6.80 7.00 กลุ่มประเทศยุโรป 7.30 7.40 6.80 เอเชีย อื่นๆ 4.30 4.50 4.70 ญี่ปุ่น 2.40 2.40 2.50 กลุ่มประเทศ CIS 1.00 1.00 1.20 อื่นๆ 3.30 3.62 3.80 รวม 31.10 32.92 34.10 *ที่มา: 1. Macquire Research, October 2005 2. U.S. Geographical Survey, Mineral Commodity Summaries, January 2006 หน้า 25 จาก 50 - ข้อมูลสำคัญทางการเงิน และอัตราส่วนทางการเงิน ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน บริษัท ไทย เบเวอร์เรจแคน จำกัด มีฐานะทางการเงินในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา สรุปได้ ดังนี้ งบการเงินรวม 2547 2548 2549 30-มิ.ย.-50 สินทรัพย์ (ตรวจสอบ) (ตรวจสอบ) (ตรวจสอบ) (ยังไม่สอบทาน) สินทรัพย์หมุนเวียน เงินสดและเงินฝากธนาคาร 90,576,451 47,635,628 35,516,222 57,613,409 ลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับ - สุทธิ 285,359,720 344,035,156 445,312,518 384,647,847 เงินดาวน์เครื่องจักร สายการผลิตกระป๋องที่ 2 - - - 151,935,205 สินค้าคงเหลือ - สุทธิ 517,496,738 562,657,512 558,594,073 608,930,962 สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ 47,597,694 41,426,123 26,080,399 35,461,105 รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 941,030,603 995,754,419 1,065,503,212 1,238,588,528 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ - สุทธิ 1,242,303,194 1,225,546,809 1,205,666,462 1,185,878,575 ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี 192,826,149 127,079,556 40,763,569 9,339,547 สินทรัพย์อื่น 3,000 4,500 13,500 13,500 รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 1,435,132,343 1,352,630,865 1,246,443,531 1,195,231,622 รวมสินทรัพย์ 2,376,162,946 2,348,385,284 2,311,946,743 2,433,820,150 หน้า 26 จาก 50 งบการเงินรวม 2547 2548 2549 30-มิ.ย.-50 หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น (ตรวจสอบ) (ตรวจสอบ) (ตรวจสอบ) (ยังไม่สอบทาน) หนี้สินหมุนเวียน เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 215,000,000 425,000,000 - 230,000,000 เจ้าหนี้การค้าและตั๋วเงินจ่าย 602,801,165 515,777,895 708,029,631 763,581,121 เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน ที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี - - 250,000,000 130,000,000 เงินกู้ยืมระยะสั้นและเงินทดรองจาก (ยังมีต่อ)