ข่าวแจ้งตลาดหลักทรัพย์
27 กุมภาพันธ์ 2552
คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552
เรื่อง คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่
4/2551 และผลประกอบการประจำปี 2551
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สรุปผลประกอบการทางการเงินในไตรมาส 4 ปี 2551
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) มียอดขายรวมในไตรมาส 4/51 ที่ 5,677
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% จากไตรมาส 4/50 และเพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/51
ในขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิในไตรมาส 4/51 ที่ 120 ล้านบาท ลดลง 66.1% เมื่อเทียบกับ
ไตรมาส 4/50 และลดลง 57.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/51
ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ทางบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรใหม่โดยได้มีการแบ่งสายธุรกิจหลักออกเป็น 4 สายธุรกิจ
หลักได้แก่ 1) กลุ่มสินค้าและบริการทางอุตสาหกรรม 2) กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภค
บริโภค 3) กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค และ 4) กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ
ทั้งนี้ข้อมูลยอดขายในไตรมาส 3/51 และ 4/50 ได้ปรับปรุงย้อนหลังให้ตรงกับโครงสร้าง
สายธุรกิจใหม่ ดังตารางข้างล่าง
ยอดขาย ไตรมาส ไตรมาส %การเปลี่ยนแปลง ไตรมาส %การเปลี่ยนแปลง ปี 2551 ปี 2550 %การเปลี่ยนแปลง
4/51 4/50 3/51
กลุ่มสินค้าและบริการ
ทางอุตสาหกรรม 2,967 2,586 14.7 2,817 5.3 10,742 8,684 23.7
กลุ่มสินค้าและบริการ
ทางอุปโภคบริโภค 1,616 1,513 6.8 1,681 (3.9) 6,848 6,198 10.5
กลุ่มสินค้าและบริการ
ทางเวชภัณฑ์ 1,058 998 6.0 1,084 (2.4) 4,371 4,281 2.1
กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ 36 - n.a. 40 (10.0) 86 - n.a.
5,677 5,096 11.4 5,622 1.0 22,047 19,163 15.0
กลุ่มสินค้าและบริการทางอุตสาหกรรม
กลุ่มสินค้าและบริการทางอุตสาหกรรม มียอดขายในไตรมาส 4/51 อยู่ที่ประมาณ
2,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/50 และเพิ่มขึ้นประมาณ 5.3%
เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/51 โดยรายได้ทั้งจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วและบรรจุภัณฑ์กระป๋อง
ตลอดจนธุรกิจโครงสร้างเหล็กชุบสังกะสี และฝ่ายวิศวกรรมมีการเติบโตจากไตรมาสก่อน
ในส่วนของธุรกิจแก้ว รายได้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคิดเป็นอัตราการเติบโต
ประมาณ 31% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/50 และเติบโตประมาณ 5% เมื่อเทียบกับไตรมาส
3/51 อย่างไรก็ตามอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจแก้วลดลงอย่างมากโดยสาเหตุหลัก มาจาก
1) บริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน) มีขาดทุนจากการป้องกันความ
เสี่ยงโดยการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงล่วงหน้า 2) ราคาวัตถุดิบหลัก ได้แก่ เศษแก้วและโซดา
แอชปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงกว่า 50% เมื่อเทียบกับ
ไตรมาสเดียวกันของปี 2550 และปรับเพิ่มประมาณ 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ในขณะ
ที่ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/50 และลดลงประมาณ
7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/51
ในแง่ภาพรวมปี 2551 รายได้ในกลุ่มนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของอัตรา
กำไร ธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระป๋องมีกำไรสุทธิเติบโตกว่า 10% ในปี 2551 ในขณะที่ บริษัท
อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน) มีผลขาดทุนในปี 2551 เนื่องจากได้รับ
ผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นประกอบกับบริษัทมีการขาดทุนจากการ
ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงล่วงหน้า ส่งผลให้กำไรสุทธิของกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมแบบครบวงจร
ลดลงในปี 2551
กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค
กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค มียอดขายในไตรมาส 4/51 อยู่ที่ประมาณ
1,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/50 แต่ลดลงเล็กน้อยประมาณ
3.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/51 สาเหตุของยอดขายที่ลดลงเล็กน้อยเนื่องมากจากบริษัท
ขาดแคลนหัวมันฝรั่งสำหรับผลิตมันฝรั่งทอดกรอบเทสโต นอกจากนี้ยอดขายสบู่ลดลง
เล็กน้อยซึ่งเป็นไปตามฤดูกาลตามปกติ อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์กระดาษทิชชู่เพียวริฟายที่
เพิ่งเริ่มวางขายในไตรมาส 4/51 ก็ยังคงส่งสัญญาณที่ดี ทำให้ยอดขายโดยรวมของ
ผลิตภัณฑ์ทิชชู่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับภาพรวมในปี 2551 ยอดขายของกลุ่มยังคงเติบโตต่อเนื่องในขณะที่กำไร
สุทธิเติบโตมากกว่า 30% ในส่วนของธุรกิจขนมขบเคี้ยวมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยใน
ปี 2551 ยอดขายเติบโตกว่า 14% ในขณะที่กำไรสุทธิเติบโตกว่า 23% ซึ่งการเติบโตมาก
จากการทำการตลาดและการออกสินค้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เช่น เทสโต รส
คัลเลอร์ แม็กซ์, โดโซะ รสสวีทชิลลี่, ปาร์ตี้รสกล้วยหอม เป็นต้น รวมถึงการควบคุมต้นทุน
การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของธุรกิจกระดาษทิชชู่ก็ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดย ในปี 2551
ตลาดกระดาษทิชชู่เติบโตประมาณ 3% ในขณะที่ยอดขายสินค้าสำเร็จรูปของบริษัทเติบโต
กว่า 14% ทั้งนี้การเติบโตเนื่องมากจากบริษัทมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น
เซลล็อก เพียวริฟาย ในขณะที่แบรนด์สินค้าระดับกลางอย่างซิลค์และเบลล์ ก็ประสบ
ความสำเร็จจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น
ผลิตภัณฑ์สบู่นกแก้วยังคงมีการเติบโตได้ดี โดยในปี 2551 บริษัทมียอดขาย
เติบโตประมาณ 20% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของตลาดสบู่โดยรวมที่ 5% ทั้งนี้
เนื่องมาจากทางบริษัทได้มีการออกสินค้าครีมอาบน้ำพฤกษานกแก้ว และยังออกสื่อ
โฆษณาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สินค้ารับจ้างผลิตอย่างสบู่เดทตอล, เครื่องสำอางนีเวียและ
ลูกอมซูกัส เติบโตประมาณ 23% ในปี 2551
ในส่วนของธุรกิจโลจิสติกส์ที่นอกจากจะให้บริการบริษัทในกลุ่มแล้ว ยังได้ลูกค้า
ภายนอกรายใหม่อย่างเช่น บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ เข้ามาในปีนี้ด้วย
กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค
กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค มียอดขายในไตรมาส 4/51 อยู่ที่
ประมาณ 1,058 ล้านบาท เติบโต 6.0% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/50 และลดลง 2.4% เมื่อ
เทียบกับไตรมาส 3/51 ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาลที่รัฐบาลจะมีการปิดงบประมาณการประจำปีใน
เดือนกันยายน ส่งผลให้ยอดซื้อสินค้าในกลุ่มเวชภัณฑ์ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามอัตรากำไร
ขั้นต้นของกลุ่มสินค้าเวชภัณฑ์และสินค้าเทคนิคแบบครบวงจรปรับตัวดีขึ้นมากเนื่องจาก
สัดส่วนการขายสินค้าที่เปลี่ยนไป
สำหรับภาพรวมในปี 2551 ยอดขายของกลุ่มอยู่ที่ 4,371 ล้านบาทเติบโตประมาณ
2.1% ในขณะที่ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นส่งผลให้กำไรโดยรวมของกลุ่มเติบโตกว่า
มากกว่า 10% สินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิคยังมีการเติบโตที่โดดเด่นและ
ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องมือแพทย์ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและ
หลากหลาย บริษัทได้ประสบความสำเร็จในการติดตั้งระบบห้องผ่าตัดอัจฉริยะ เป็นแห่งแรก
ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กับโรงพยาบาล ราชวิถี และได้ทำการเปิดตัว
ของกล้องผ่าตัดจุลศัลยกรรมรุ่นใหม่ซึ่งใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ในส่วนของสินค้าเวชภัณฑ์ก็
ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเนื่องจากบริษัทเน้นการขยายฐานลูกค้ามากขึ้น ในส่วนของกลุ่ม
สินค้าเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม ตลอดจนผลิตภัณฑ์เครื่องเขียน และผลิตภัณฑ์การพิมพ์ ก็
ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2551 ที่ผ่านมา
รายการหลักในงบกำไรขาดทุนประจำไตรมาส 4 ปี 2551 และประจำปี 2551
หน่วย : ล้านบาท ไตรมาส ไตรมาส %การเปลี่ยนแปลง ไตรมาส %การเปลี่ยนแปลง ปี 2551 ปี 2550 %การเปลี่ยนแปลง .
4/51 4/50 3/51
รายได้จากการขาย 5,677 5,096 11.4 5,622 1.0 22,047 19,162 15.1
ต้นทุนขาย 4,965 4,099 21.1 4,369 13.7 17,370 14,558 19.3
กำไรขั้นต้น 712 996 (28.6) 1,253 (43.2) 4,677 4,604 1.6
ส่วนแบ่งกำไรจาก
บริษัทในเครือ 16 10 57.0 35 (54.5) 96 41 138.0
รายได้อื่น 68 53 27.4 64 5.3 305 196 55.4
ค่าใช้จ่ายในการขาย
และบริหาร 561 564 (0.5) 918 (38.9) 3,321 2,916 13.9
ดอกเบี้ยจ่าย 62 24 160.0 65 (3.7) 230 147 56.2
ภาษีเงินได้ 25 54 (53.3) 47 (46.8) 295 391 (24.7)
กำไรสุทธิ 120 353 (66.1) 284 (57.9) 1,076 1,255 (14.2)
กำไรต่อหุ้น (บาท) 0.08 0.22 (66.1) 0.18 (57.9) 0.68 0.79 (14.2)
อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ ไตรมาส ไตรมาส %การเปลี่ยนแปลง ไตรมาส %การเปลี่ยนแปลง ปี 2551 ปี 2550 %การเปลี่ยนแปลง .
(%) 4/51 4/50 (ppts) 3/51 (ppts) (ppts)
อัตรากำไรขั้นต้น 12.5 19.6 (7.0) 22.3 (9.7) 21.2 24.0 (2.8)
คชจ.ในการขายและบริหาร
ต่อยอดขาย 9.9 11.1 (1.2) 16.3 (6.5) 15.1 15.2 (0.2)
อัตรากำไรสุทธิ 2.1 6.9 (4.8) 5.1 (2.9) 4.9 6.5 (1.7)
อัตรากำไรขั้นต้น
อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 4/51 อยู่ที่ 12.5% ลดลงจากอัตรากำไรขั้นต้นใน
ไตรมาส 4/50 ที่ 19.6% และลดลงจากไตรมาส 3/51 ที่ 22.3% โดยสาเหตุหลักมาจาก
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขาดทุนจากการป้องกัน
ความเสี่ยงโดยการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงล่วงหน้า อย่างไรก็ตามสัดส่วนการขายสินค้าที่มีอัตรา
กำไรขั้นต้นสูงในกลุ่มสินค้าเทคนิคและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของ
กลุ่มสินค้าเทคนิคและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นกว่า 4%
อัตรากำไรขั้นต้นของโดยรวมของปี 2551 อยู่ที่ 21.2% ลดลงจากปี 2550 ที่
24.0% เนื่องมาจากต้นทุนพลังงาน ตลอดจนวัตถุดิบหลัก อาทิ โซดาแอช, เศษแก้ว,
น้ำมันมะพร้าว, หัวมันฝรั่ง, เยื่อกระดาษ มีการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาส 4/51 อยู่ที่ 561 ล้านบาทซึ่งอยู่ในระดับ
ที่ใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปี 2550 และลดลง 38.9% จากไตรมาส 3/51 ทั้งนี้
สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ระดับ 9.9% ลดลงจากไตรมาส 4/50 ที่
11.1% และไตรมาส 3/51 ที่ 16.3% เนื่องจากบริษัทมีการควบคุมค่าใช้จ่ายดีขึ้น ประกอบ
กับไตรมาส 4 ของแต่ละปีเป็นไตรมาสที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่ำกว่าไตรมาสอื่น
เป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการและบริษัทต่อยอดขายโดยรวมของปี 2551
ใกล้เคียงกับปี 2550 ที่ประมาณ 15%
กำไรสุทธิ
กำไรสุทธิในไตรมาส 4/51 อยู่ที่ 120 ล้านบาทลดลง 66.1% และ 57.9% เมื่อ
เทียบกับไตรมาส 4/50 และไตรมาส 3/51 ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่
ลดลงเนื่องมาจากธุรกิจแก้วได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงขาดทุน
จากการซื้อน้ำมันล่วงหน้า ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิลดลงเหลือ 2.1% เมื่อเทียบกับอัตรา
กำไรสุทธิในไตรมาส 4/50 และไตรมาส 3/51 ที่ 6.9% และ 5.1% ตามลำดับ
อัตรากำไรสุทธิโดยรวมของปี 2551 อยู่ที่ 4.9% ลดลงจากปี 2550 ที่ 6.5% จาก
การลดลงของอัตรากำไรขั้นต้นเป็นหลัก
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน
อัตราส่วนหนี้สิน ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส
2550 1/51 2/51 3/51 4/51
อัตราส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย
ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.51 0.55 0.56 0.62 0.63
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.99 1.10 1.10 1.16 1.16
อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนที่
0.63 เท่า โดยอัตราส่วนนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปลายปี 2550 เนื่องจากบริษัทมีการกู้เงิน
เพื่อขยายกำลังการผลิตของ บริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน)
และการเข้าซื้อบริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัด อย่างไรก็ตาม ฐานะทาง
การเงินของบริษัทยังมีความมั่นคง โดยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
ยังคงต่ำกว่าระดับที่บริษัทกำหนดไว้ในการออกหุ้นกู้ที่ 1.75 เท่า
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ขอแสดงความนับถือ
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
ธีรศักดิ์ นาทีกาญจนลาภ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล
กรรมการ กรรมการ



