ข่าวแจ้งตลาดหลักทรัพย์
11 สิงหาคม 2553
คำอธิบายและบทวิเคราะห์ผลประกอบ Q 2/2553
11 สิงหาคม 2553
เรื่อง คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2553
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สรุปผลประกอบการทางการเงินในไตรมาส 2 ปี 2553
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) (บีเจซี) มีความยินดีที่จะประกาศผลประกอบการ
ประจำไตรมาส 2/53 สำหรับไตรมาสนี้ บีเจซีรายงานรายได้จากการขายและให้บริการ 6,185 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.0 จากไตรมาส 2/52 และร้อยละ 1.6 จากไตรมาส 1/53
กำไรจากการดำเนินงานที่ 757 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากคิดเป็นร้อยละ 85.1 จากไตรมาส
2/52 แต่ลดลงเล็กน้อยคิดเป็นร้อยละ 1.7 จากไตรมาส 1/53 กำไรสุทธิประจำไตรมาสที่ 562 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นอย่างมากคิดเป็นร้อยละ 102.2 จากไตรมาส 2/52 แต่ลดลงร้อยละ 3.3 จากไตรมาส 1/53 ส่วน
กำไรสุทธิสำหรับส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ 478 ล้านบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากคิดเป็นร้อยละ 74.5 จากไตรมาส
2/52 แต่ลดลงร้อยละ 7.4 จากไตรมาส 1/53
นอกจากการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสแล้ว บีเจซีมีความยินดีที่จะประกาศการเสร็จสิ้น
การซื้อหุ้นของมาลายา กล๊าส โปรดักส์ เอสดีเอ็น บีเอชดี จากเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ โฮลดิ้ง บีเอชดี ณ วันที่
16 กรกฎาคม 2553 หลังจากการลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นร่วมกับผู้ร่วมลงทุนทางกลยุทธ์ในบริษัทร่วมทุน ณ
วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 การรายงานการปรับปรุงงบการเงินจะมีผลตั้งแต่ไตรมาส 3/53
ข้อมูลยอดขายของแต่ละกลุ่มธุรกิจแสดงให้เห็นดังตารางด้านล่าง:
(ล้านบาท) ไตรมาส ไตรมาส ร้อยละการ ไตรมาส ร้อยละการ
2/53 2/52 เปลี่ยนแปลง 1/53 เปลี่ยนแปลง
จากไตรมาส จากไตรมาส
2/52 1/53
กลุ่มสินค้าและบริการทางอุตสาหกรรม 3,054 2,431 25.6 3,022 1.1
กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค 1,880 1,781 5.6 1,864 0.9
กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค 1,070 1,128 (5.1) 1,060 0.9
กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ 89 94 (5.3) 60 48.3
กลุ่มธุรกิจสารสนเทศ 92 86 7.0 82 12.2
รายได้จากการขายและให้บริการ 6,185 5,520 12.0 6,089 1.6
รายได้อื่น 69 50 38.0 72 (4.2)
รวมรายได้ 6,255 5,570 12.3 6,160 1.5
กำไรจากการดำเนินงาน 757 409 85.1 770 (1.7)
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (ร้อยละ) 12.1 7.3 4.8 12.6 (0.5)
กำไรสุทธิสำหรับงวด 562 278 102.2 581 (3.3)
อัตรากำไรสุทธิ (ร้อยละ) 9.0 5.0 4.0 9.5 (0.5)
ส่วนของกำไร (ขาดทุน) ที่เป็นของ
ผู้ถือหุ้นรายย่อย 84 4 2,000.0 65 29.2
ผู้ถือหุ้นของบริษัท 478 274 74.5 516 (7.4)
อัตรากำไรสุทธิหลังหักภาษีสำหรับผู้ถือหุ้นของ 7.6 4.9 2.7 8.5 (0.9)
บริษัท (ร้อยละ)
หมายเหตุ:
1) เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้ในคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร ผลประกอบการของกลุ่มสินค้าและ
บริการทางเวชภัณฑ์และกลุ่มสินค้าและบริการทางเทคนิคจะแสดงยอดรวมกัน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับรายงาน
ที่ได้แสดงในอดีต นอกจากนี้ ผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจต่างประเทศก็ได้แยกออกมาจากกลุ่มสินค้าและบริการ
แต่ละกลุ่ม
2) ร้อยละการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 ของอัตรากำไรจาก
การดำเนินงาน อัตรากำไรสุทธิ และอัตรากำไรสุทธิหลังหักภาษีสำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท คำนวณจากการหักลบ
ไตรมาส 2/52 และไตรมาส 1/53 จากไตรมาส 2/53
3) ผลประกอบการไตรมาส 2/52 ได้สะท้อนการปรับปรุงงบการเงิน เนื่องจากการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน
บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (TCCT) ร้อยละ 17 ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2552 (ปัจจุบัน บีเจซี่มีสัดส่วน
การถือหุ้นทั้งหมดร้อยละ 51 ของทุนจดทะเบียน)
กลุ่มสินค้าและบริการทางอุตสาหกรรม
(ล้านบาท) ไตรมาส 2/53 ไตรมาส ร้อยละการ ไตรมาส 1/53 ร้อยละการ
2/52 เปลี่ยนแปลงจาก เปลี่ยนแปลงจาก
ไตรมาส 2/52 ไตรมาส 1/53
รายได้จากการขาย 3,054 2,431 25.6 3,022 1.1
กำไรสุทธิประจำไตรมาส 362 69 424.6 323 12.1
ร้อยละอัตรากำไรสุทธิ 11.8 2.8 9.0 1 0.7 1.1
หมายเหตุ: ร้อยละการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 ของอัตรา
กำไรสุทธิ คำนวณจากการหักลบไตรมาส 2/52 และไตรมาส1/53 จากไตรมาส 2/53
กลุ่มสินค้าและบริการทางอุตสาหกรรมรายงานยอดขายที่ 3,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.6
จากไตรมาส 2/52 และร้อยละ 1.1 จากไตรมาส 1/53 การเพิ่มขึ้นของยอดขายจากไตรมาส 2/52
เป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายในธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว ธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระป๋องและธุรกิจผลิตโครงสร้าง
เหล็กชุบสังกะสี ส่วนการเติบโตขึ่นเล็กน้อยจากไตรมาส 1/53 เป็นผลมาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของยอดขาย
ของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วและธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระป๋อง
กำไรสุทธิไตรมาสนี้ที่ 362 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากถึงร้อยละ 424.6 จากไตรมาส 2/52 และ
ร้อยละ 12.1 จากไตรมาส 1/53 อัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 11.8 เติบโตอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 2.8
ในไตรมาส 2/52 และจากร้อยละ 10.7 ในไตรมาส 1/53 การเติบโตที่สูงและต่อเนื่องของกำไรสุทธิของ
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วและธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระป๋อง เป็นสาเหตุสำคัญในการผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิ
เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/52 ของกลุ่มสินค้าและบริการทางอุตสาหกรรม
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วรายงานยอดขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/52 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับ
ไตรมาส 1/53เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/52 ยอดขายของทุกกลุ่มสินค้าเพิ่มขึ้นยกเว้นกลุ่มเครื่องดื่ม ส่วนยอดขาย
ที่ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาส 1/53 เป็นผลมาจากการลดลงตามปกติของฤดูกาล แนวโน้มการปรับตัวอย่าง
ต่อเนื่องของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น โซดาแอชและเศษแก้ว ประกอบกับประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้นยังคงเป็น
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 2/52 อย่างไรก็ตาม ปัจจัย
ดังกล่าวอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/53
ยอดขายธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระป๋องเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 ข้อมูลตัวเลข
ทางการเงินที่แสดงความสามารถในการทำกำไรและอัตราส่วนในการทำกำไรทั้งหมดเพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาส 2/52 และจาก
ไตรมาส 1/53 ยอดขายเพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 มาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณ
การขายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดในประเทศ ในขณะเดียวกัน กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาส 2/52 และ
จากไตรมาส 1/53เป็นผลมาจากประสิทธิภาพในการทำงาน และในการใช้สินทรัพย์ที่สูงขึ้น ความสามารถใน
การจัดการวัตถุดิบที่ดีขึ้นเนื่องจากราคาอะลูมิเนียม (LME price) อยู่ในระดับที่ผันผวนน้อยลง และประกอบกับ
การที่มีค่าใช้จ่ายทางการบัญชีในการสำรองการด้อยค่าของสินค้าคงคลังที่ลดลง
ทางด้านธุรกิจอื่น ธุรกิจผลิตโครงสร้างเหล็กชุบสังกะสีรายงานยอดขายและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 เนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของสินค้าและบริการทรานสมิชชัน ไลน์
และโครงสร้างเหล็กชุบสังกะสี นอกเหนือจากนี้ธุรกิจได้ฟื้นตัวจากสภาวะการล่าช้าของโครงการลูกค้า ดังที่เกิดขึ้น
ในปีที่ผ่านมาเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทางด้านธุรกิจก่อสร้างและวิศวกรรมนั้น ยอดขายและกำไรลดลง
ทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53
กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค
(ล้านบาท) ไตรมาส 2/53 ไตรมาส ร้อยละการ ไตรมาส 1/53 ร้อยละการ
2/52 เปลี่ยนแปลงจาก เปลี่ยนแปลงจาก
ไตรมาส 2/52 ไตรมาส 1/53
รายได้จากการขาย 1,880 1,781 5.6 1,864 0.9
กำไรสุทธิประจำไตรมาส 89 99 (10.1) 120 (25.8)
ร้อยละอัตรากำไรสุทธิ 4.7 5.6 (0.9) 6.4 (1.7)
หมายเหตุ: ร้อยละการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 ของอัตรา
กำไรสุทธิ คำนวณจากการหักลบไตรมาส 2/52 และไตรมาส1/53 จากไตรมาส 2/53
กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภครายงานยอดขายไตรมาส 2/53 ที่ 1,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 5.6 จากไตรมาส 2/52 และร้อยละ 0.9 จากไตรมาส 1/53 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/52 ยอดขาย
ของทุกกลุ่มธุรกิจเพิ่มขึ้นยกเว้นธุรกิจขนมขบเคี้ยว ยอดขายกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ส่วนตัวและธุรกิจรับจัดจำหน่ายเติบโต
สูงขึ้นเป็นพิเศษจากไตรมาส 2/52 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/53 ยอดขายกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ส่วนตัว ธุรกิจรับ
จัดจำหน่าย และธุรกิจรับจ้างผลิต มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ยอดขายธุรกิจขนมขบเคี้ยวและธุรกิจกระดาษ
ชำระมีอัตราการเติบโตที่ลดลง
กำไรสุทธิที่ 89 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10.1 จากไตรมาส 2/52 และร้อยละ 25.8 จากไตรมาส
1/53 เนื่องจากผลประกอบการที่อ่อนตัวลงของธุรกิจขนมขบเคี้ยวและธุรกิจกระดาษชำระ ในขณะที่ธุรกิจเครื่อง
ใช้ส่วนตัวและธุรกิจอื่นๆยังคงรายการผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง
ธุรกิจขนมขบเคี้ยวรายงานยอดขายและกำไรสุทธิลดลงทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53
เนื่องจากความต้องการในตลาดที่ลดลงตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2553 ที่มีเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง อีกทั้งมีการ
เคอร์ฟิวต่อเนื่องไปยังเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขายและการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
เขตกรุงเทพฯและปริมณฑล นอกเหนือจากนี้ ผลประกอบการของผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ "เทสโต" ซึ่งเป็ น
สัดส่วนหลักของยอดขายรวม มีการปรับตัวลดลงเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง และการชะลอตัวของผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่ง
แนะนำสินค้าไปในช่วงปลายไตรมาส 1/53 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการไตรมาสนี้อ่อนตัว
ลง อย่างไรก็ตาม การตอบรับที่ดีของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรสช็อคโกแล๊ตใหม่ "แคมปัส ช็อคโค ดริ๊ง" ซึ่งเปิดตัวไปใน
เดือนพฤษภาคม 2553 มีส่วนช่วยในแง่บวกให้กับผลประกอบการในไตรมาสนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบที่ไม่
สามารถควบคุมได้ การออกสู่ตลาดของ แคมปัส ช็อคโค ดริ๊ง เป็นการตอกย้ำความแข็งแรงของตราสินค้า
"แคมปัส" ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับตราสินค้าที่บีเจซีได้พัฒนาเอง
ธุรกิจกระดาษชำระรายงานยอดขายเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/52 แต่ลดลงจากไตรมาส 1/53 ในขณะที่
กำไรสุทธิลดลงทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 เช่นเดียวกับธุรกิจขนมขบเคี้ยว ธุรกิจกระดาษชำระ
ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองซึ่งเป็นอุปสรรคให้การขายและจัดจำหน่าย อย่างไรก็ตาม สินค้า
ในตรา "เซลล็อกซ์" ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายสูงที่สุดเมื่อเทียบกับยอดขายรวม ยังคงรายงานยอดขายเพิ่มขึ้นจาก
ไตรมาส 2/52 และอยู่ในระดับเดียวกันกัยไตรมาส 1/53 ยิ่งไปกว่านั้น เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่มียอดขาย
สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2553 สำหรับสภาวะการแข่งขันนั้น ยังคงความรุนแรง ทั้งทางด้านการลดลราคาขายและ
การแจกของพรีเมื่ยมโปรโมชั่น แม้ราคาเยื่อกระดาษจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม ซึ่งภาวะดังกล่าวส่งผล
กระทบต่อกำไรสุทธิที่ลดลงทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53
ทางด้านธุรกิจเครื่องใช้ส่วนตัวแม้จะมีภาวะความไม่สงบทางการเมือง ผลประกอบการยังคงเติบโต
อย่างต่อเนื่อง ยอดขายเพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 ในขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก
ไตรมาส 2/52 และอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/53 ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของสินค้าสบู่ "นกแก้ว"
ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จของกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรโมชั่นของ
"สบู่เหลวนกแก้วโบตานิเคิล" ซึ่งเป็นผิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2553 ทางด้านสบู่เหลว
เด็ก "เดอร์มาพอน" รายงานการเติบโตของผลประกอบการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการมุ่งเน้นการสร้าง
ตราสินค้า และจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่บีเจซีซื้อกรรมสิทธิในตราสินค้าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
2551
เช่นเดียวกันกับธุรกิจเครื่องใช้ส่วนตัว ผลประกอบการของธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่ายและรับจ้างผลิต
ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งจากลูกค้าภายในกลุ่มบริษัทและภายนอกบริษัท ยอดขายของผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ผสม
วุ้นมะพร้าว "กาโตะ" ในเดือนเมษายน 2553 เป็นอีกหนึ่งเดือนที่อยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยรายงานมา การที่
ทางธุรกิจทำการค้นหาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ เพื่อเสนอให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องส่งผลให้อัตราการผลิตและ
ยอดขายสูงขึ้น ทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53
ธุรกิจโลจิสติกส์รายงานรายได้และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53
สาเหตุหลักมาจากการให้บริการคลังสินค้าและการให้บริการด้านการขนส่งที่เพิ่มขึ้น รายได้จากลูกค้าจากในกลุ่ม
บริษัทจากการให้บริการคลังสินค้าและการให้บริการด้านการขนส่งยังคงเป็นสัดส่วนหลักเมื่อเทียบกับรายได้จาก
นอกกลุ่มบริษัท และสัดส่วนอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกันกับไตรมาส 2/52 และกับไตรมาส 1/53 ทางด้านอัตราการใช้คลังสินค้านั้น เพิ่มขึ้น
ทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53
กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค
(ล้านบาท) ไตรมาส 2/53 ไตรมาส ร้อยละการ ไตรมาส 1/53 ร้อยละการ
2/52 เปลี่ยนแปลงจาก เปลี่ยนแปลงจาก
ไตรมาส 2/52 ไตรมาส 1/53
รายได้จากการขาย 1,070 1,128 (5.1) 1,060 0.9
กำไรสุทธิประจำไตรมาส 94 116 (19.0) 113 (16.8)
ร้อยละอัตรากำไรสุทธิ 8.8 10.3 (2.1) 10.7 (1.9)
หมายเหตุ: ร้อยละการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 ของอัตรากำไรสุทธิ
คำนวณจากการหักลบไตรมาส 2/52 และไตรมาส 1/53 จากไตรมาส 2/53
กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิครายงานยอดขาย 1,070 ล้านบาทลดลงร้อยละ 5.1 จากไตรมาส 2/52 แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยคิดเป็นร้อยละ 0.9 จากไตรมาส 1/53 ยอดขายที่ลดลงจากไตรมาส 2/52 มีสาเหตุ
มาจากยอดขายที่ ล ดลงของกลุ่ ม สิ น ค้ และบริ ก รทางเวชภั ณ ฑ์ซึ่ ง ได้ รั บ ผลกระทบจากการการงดจ่ ยงบประมาณ
โครงการ "ไทยเข้มแข็ง" ในบางโรงพยาบาล กำไรสุทธิที่ 94 ล้านบาทลดลงร้อยละ 19.0 จากไตรมาส 2/52 และร้อย
ละ 16.8 จากไตรมาส 1/53
การงดจ่ายงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งในไตรมาส 2/53 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายและกำไร
สุทธิของกลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/52 และเทียบกับไตรมาส 1/53 โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งสำหรับผลประกอบการของฝ่ายเครื่องมือแพทย์ และฝ่ายเครื่องมือและระบบวินิจฉัยทางการแพทย์ การงดการจ่าย
งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งในครั้งนี้ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องกลับมาใช้งบประมาณใช้จ่ายประจำปีตามปกติ ที่จะ
ทำการวางแผนและตัดจ่ายในเดือนตุลาคมของทุกปี ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ผลประกอบการฟื้นตัวขึ้นในครึ่งปีหลังของปี
2553 นอกเหนือจากนี้ฝ่ายสินค้าเวชภัณฑ์ยังได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองเนื่องจากมีอุปสรรคในการ
ขนส่งสินค้าเวชภัณฑ์ประกอบกับ ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงจากการตัดราคาเป็นผลให้ยอดขายของฝ่ายเวชภัณฑ์
ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/52 และเทียบกับไตรมาส 1/53
สำหรับกลุ่มสินค้าและบริการทางเทคนิค ทุกกลุ่มธุรกิจรายงานยอดขายเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/52 ในขณะที่
ทุกกลุ่มธุรกิจยกเว้นธุรกิจเครื่องเขียนรายงานยอดขายเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/53 กำไรสุทธิของทุกกลุ่มธุรกิจยกเว้น
ธุรกิจเครื่องเขียนเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 ธุรกิจการพิมพ์รายงานผลประกอบการที่ดีมากใน
ไตรมาส 2/53 แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 และมียอดขายสูงมาก
เป็นพิเศษในเดือนเมษายน จากการมีการติดตั้งเครื่องพิมพ์ HP นอกจากนี้ ยอดขายในทุกกลุ่มสินค้ายกเว้นฟิล์มและ
เครื่องพิมพ์รูปถ่ายมีการปรับตัวที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับธุรกิจการพิมพ์ ธุรกิจเคมีภัณฑ์และอุตสาหกรรม
รายงานยอดขายเพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นหลักมาจากสินค้า
เคมีภัณฑ์อาหารและเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม ทางด้านธุรกิจเครื่องเขียนนั้น แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/52
เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว แต่ยอดขายยังคงลดลงจากไตรมาส 1/53 เนื่องจากเดือนเมษายนเป็นช่วงโรงเรียน
หยุด ประกอบกับความไม่สงบทางการเมืองส่งผลให้ช่วงเวลาวันเปิดภาคเรียนเลื่อนออกไป และส่งผลให้ร้านค้าปลีกงด
สั่งสินค้า
รายการหลักในงบกำไรขาดทุนประจำไตรมาส 2 ปี 2553
(ล้านบาท) ไตรมาส ไตรมาส ร้อยละการ ไตรมาส ร้อยละการ
2/53 2/52 เปลี่ยนแปลง 1/53 เปลี่ยนแปลง
จากไตรมาส จากไตรมาส
2/52 1/53
รายได้จากการขายและให้บริการ 6,185 5,520 12.0 6,089 1.6
รายได้อื่น 69 50 38.0 72 (4.2)
รายได้รวม 6,255 5,570 12.3 6,160 1.5
ต้นทุนขาย 4,466 4,153 7.5 4,398 1.5
กำไรขั้นต้น 1,719 1,367 25.7 1,691 1.7
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 1,032 1,008 2.4 993 3.9
กำไรจากการดำเนินงาน 757 409 85.1 770 (1.7)
ต้นทุนทางการเงิน 44 56 (21.4) 35 25.7
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือ 19 21 (9.5) 19 -
กำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 732 374 95.7 754 (2.9)
ภาษีเงินได้ 170 96 77.1 174 (2.3)
กำไรสุทธิประจำไตรมาส 562 278 102.2 581 (3.3)
ส่วนของกำไร (ขาดทุน) ที่เป็นของ :
ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย 84 4 2,000.0 65 29.2
ผู้ถือหุ้นของบริษัท 478 274 74.5 516 (7.4)
กำไรจากการดำเนินงานก่อนหัก
ค่าเสื่อมราคา 1,112 764 45.5 1,123 (1.0)
ไตรมาส ไตรมาส ร้อยละการ ไตรมาส ร้อยละการ
อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ (ร้อยละ) 2/53 2/52 เปลี่ยนแปลงจาก 1/53 เปลี่ยนแปลงจาก
ไตรมาส 2/52 ไตรมาส 1/53
อัตรากำไรขั้นต้น 27.8 24.8 3.0 27.8 -
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย 16.7 18.3 (1.6) 16.3 0.4
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน 12.2 7.4 4.8 12.6 (0.4)
อัตรากำไรสุทธิหลังหักภาษีสำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท 7.7 5.0 2.7 8.5 (0.8)
อัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนหักค่าเสื่อมราคา 18.0 13.8 4.2 18.4 (0.4)
หมายเหตุ: ร้อยละการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 ของอัตรากำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย
อัตรากำไรจากการดำเนินงานอัตรากำไรสุทธิหลังหักภาษีสำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัทและอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนหักค่าเสื่อมราคาคำนวณจากการหักลบไตรมาส
2/52 และไตรมาส 1/53 จากไตรมาส 2/53
รายได้จากการขายและให้บริการ
บีเจซีรายงานรายได้จากการขายและให้บริการในไตรมาส 2/53 ที่ 6,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.0
จากไตรมาส 2/52 และร้อยละ 1.6 จากไตรมาส 1/53 ทุกกลุ่มสินค้าและบริการยกเว้นกลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์
รายงานรายได้จากการขายและให้บริการเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 รายได้จากการขายและให้บริการ
ของกลุ่มสินค้าและบริการทางอุตสาหกรรมคิดเป็นร้อยละ 49 และรายได้จากการขายและให้บริการของกลุ่มสินค้าและบริการทาง
อุปโภคบริโภคคิดเป็นร้อยละ 30 ของรายได้จากการขายและให้บริการรวม ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้รวมกันยังคงเป็นกลุ่มสินค้าและบริการ
หลักเมื่อพิจารณาทางด้านรายได้จากการขายและให้บริการของบริษัท
อัตรากำไรขั้นต้น
กำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/53 อยู่ที่ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากถึงร้อยละ 25.7 จากไตรมาส 2/52 และ
เพิ่มขึ้นเล็กน้อยคิดเป็นร้อยละ 1.7 จากไตรมาส 1/53 สาเหตุของการปรับตัวเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นทั้งจากไตรมาส 2/52 และ
จากไตรมาส 1/53 มาจากกำไรขั้นต้นของกลุ่มสินค้าและบริการทางอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบหลักที่ปรับตัว
ลดลง และประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่สูงขึ้น ประกอบกับมาจากกำไรขั้นต้นของกลุ่มสินค้าและบริการทางเทคนิคที่สูงขึ้น ซึ่งเป็น
ผลมาจากกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์การพิมพ์และธุรกิจเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมการปรับตัวขึ้นของราคาเยื่อกระดาษตั้งแต่ปลายปี 2552 ส่งผล
กดดันต่อความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจกระดาษชำระซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค
และเป็นสาเหตุหลักที่กำไรขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 2/53 อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/53 อย่างไรก็ ตาม อัตรา
กำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/53 ที่ร้อยละ 27.8 ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าร้อยละ 24.8 ในไตรมาส 2/52 อยู่มาก
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาส 2/53 อยู่ที่ 1,032 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากไตรมาส 2/52
และร้อยละ 3.9 จากไตรมาส 1/53 การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทั้งจากไตรมาส 2/52 และจากไตรมาส 1/53 มีสาเหตุ
หลักมาจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้ นของกลุ่มสิ นค้าและบริการทางอุตสาหกรรมและกลุ่มสินค้าและบริการทาง
เทคนิคเนื่องจากยอดขายเพิ่มขึ้น
กำไรสุทธิประจำไตรมาสและกำไรสุทธิสำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท
กำไรสุทธิประจำไตรมาส 2/53 ที่ 562 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากถึงร้อยละ 102.2 จากไตรมาส 2/52 แต่
ลดลงร้อยละ 3.3 จากไตรมาส 1/53 กำไรสุทธิสำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ 478 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากถึงร้อยละ
74.5 จากไตรมาส 2/52 แต่ลดลงร้อยละ 7.4 จากไตรมาส 1/53 อัตรากำไรสุทธิสำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ร้อยละ
7.7 ในไตรมาส 2/53 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.0 ในไตรมาส 2/52 แต่ลดลงจากร้อยละ 8.5 ในไตรมาส 1/53
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
(เท่า) ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส
2/53 1/53 4/52 3/52 2/52
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.81 0.92 1.03 1.06 1.08
อัตราส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.38 0.46 0.53 0.57 0.57
ในไตรมาส 2/53 อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.81 เท่า ลดลงจากไตรมาส 1/53 ที่ 0.92 เท่า ส่วนอัตราส่วน
หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.38 เท่า ลดลงจากไตรมาส 1/53 ที่ 0.46 เท่าการลดลงมีสาเหตุมาจากการจ่ายคืนหนี้สิน
สุทธิของบริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทย เบเวอร์เรจแคน จำกัด และบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟูดส์ จำกัด
ฐานะทางการเงินของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นยังคงต่ำกว่าระดับที่บริษัทกำหนดไว้ในการ
ออกหุ้นกู้ที่ 1.75 เท่าอยู่มาก
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ขอแสดงความนับถือ
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
ธีรศักดิ์ นาทีกาญจนลาภ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล
กรรมการ กรรมการ



